รายการพระเครื่อง

ชื่อ พระวัดระฆังหลังฆ้อน หลังยันต์ในตัว (หายากมาก)
ชื่อพระ พระวัดระฆังหลังฆ้อน หลังยันต์ในตัว (หายากมาก)
รายละเอียดพระ
                  เหรียญหล่อวัดระฆังหลังฆ้อน องค์นี้เทหล่อครั้งแรก(นิยม) ด้านหลังมียันต์ “อะ” คือ ลักษณะคล้ายตัว ร เรือ ๒ ตัวติดกันและมีเส้นตรงอยู่ระหว่างกลาง ยันต์นี้เกิดจากการกดหรือปั๊มยันต์ลงในหุ่นเทียน พระที่ด้านหลังมียันต์จะหายากมากครับ



พระที่ด้านหลังมียันต์ จะมี ๒ แบบ คือ
แบบแรก เกิดจากการกดหรือปั๊มยันต์ลงในหุ่นเทียน ภายหลังจากที่เทหล่อโลหะออกมาแล้ว ลักษณะของยันต์จะตื้นไม่ลึกมาก ยันต์ที่เคยพบเห็นจะเป็นตัว “อะ”, ตัว “อุ” และตัว “มะ”(ลักษณะคล้ายตัว ย ยักษ์) แต่ส่วนใหญ่ที่พบจะเป็นตัว “อะ”

แบบที่สอง เกิดจากการจารยันต์ด้วยมือลงในหุ่นเทียน หรือที่เรียกว่าจารเปียก ภายหลังจากที่เทหล่อโลหะออกมาแล้ว ลักษณะของยันต์จะลึกมากกว่าแบบแรก ยันต์ที่เคยพบเห็นจะเป็นตัว “พุท”, ตัว “เฑาะว์”

สันนิษฐานว่า น่าจะจัดสร้างขึ้น เพื่อระลึกถึงพระกรุณาธิคุณของเหล่าคณาจารย์ที่เข้าร่วมพิธีพุทธาภิเษกในครั้งนั้น ซึ่งมีจำนวนน้อยมากและมีเพียงเฉพาะบางรูปเท่านั้น อย่างเช่นเป็นยันต์ตัว “เฑาะว์” ของหลวงปู่บุญ บางองค์เป็นยันต์ตัว “พุฒ” ของหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า บางองค์เป็นยันต์ “พุฒซ้อน”บ้าง ยันต์ตัว “อุ”บ้างก็มี

พระสมเด็จวัดระฆังหลังค้อนไม่ว่าด้านหลังจะมียันต์ หรือไม่มี ก็ล้วนเป็นพระที่สูงส่งด้วยพุทธคุณควรค่าแก่การสะสม หรือนำขึ้นคอบูชา องค์นี้ผมขอลงไว้ให้ได้ศึกษาร่วมกันนะครับ



พระสมเด็จ วัดระฆังหลังฆ้อน เป็นพระสมเด็จเนื้อโลหะผสม ขนาดองค์พระเล็กกะทัดรัด กว้างประมาณ ๑.๒ ซ.ม. สูงประมาณ ๑.๗ ซ.ม. จัดสร้างโดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ญาณฉันทมหาเถร (เจริญ อิศรางกูร ณ อยุธยา) ผู้เป็นบุตรของหม่อมเจ้าถึก (พระโอรสสมเด็จพระเจ้าสัมพันธวงค์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรานุรักษ์ ผู้เป็นต้นราชกุล อิศรางกูรฯ) ซึ่งท่านเป็นเจ้าอาวาสองค์ที่ ๘ ของวัดระฆังก่อนหน้าพระเทพสิทธินายก (หลวงปู่นาค) โดยสร้างขึ้นเมื่อประมาณปี ๒๔๕๓-๒๔๕๗ ขณะดำรงสมณะศักดิ์ที่ พระพิมลธรรม (ต่อมาได้เลื่อนสมณะศักดิ์เป็น สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ เมื่อปี ๒๔๖๔) และสร้างพระสมเด็จหลังฆ้อน อีกครั้งช่วงปี ๒๔๕๘-๒๔๗๐

โดยท่านได้นำเอาแผ่นโลหะที่พระอาจารย์ต่าง ๆ ได้ลงอักขระไว้นำมาหลอมหล่อรวมกับชนวนพระพุทธชินราช ที่ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ ได้โปรดให้สร้างขึ้นเพื่อประดิษฐาน ณ พระอุโบสถวัดเบญจมบพิตร ทำเป็นเชื้อชนวนในการสร้างพระวัดระฆังหลังฆ้อนนี้ พระที่สร้างในคราวแรก จะมีกระแสเหลืองออกทองลูกบวบ และเนื้อสำริด และเนื้อเมฆสิทธิ์ก็เคยพอเห็นแต่หายากมาก ส่วนพระที่สร้างในคราวหลังจะมีสีอ่อนกว่า แต่ที่จริง ๆ ก็ไม่ได้มีการแบ่งแยกรุ่นกันอย่างชัดเจนนักเพราะว่าค่อนข้างจะแยกกันอย่างชัดเจนได้ยาก

สำหรับพระเกจิที่มาร่วมพิธีปลุกเสกในสมัยนั้น มีจำนวนถึง ๖๐ รูป ได้แก่
หลวงพ่อพริ้ง วัดบางปะกอก
หลวงพ่อไปล่ วัดกำแพง
หลวงพ่อพุ่ม วัดบางโคล่
หลวงพ่อพ่วง วัดกก
กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์
หลวงพ่อชู วัดนาคปรก
หลวงพ่อสาย วัดอินทราราม(ใต้)
หลวงปู่ใจ วัดเสด็จ
หลวงพ่อคง วัดบางกะพร้อม
หลวงพ่อบ่าย วัดช่องลม
หลวงพ่อเปลี่ยน วัดใต้
หลวงพ่อฉุย วัดคงคาราม
หลวงพ่อทา วัดพะเนียงแตก
หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว
หลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดัน
พระสังวรานุวงศ์เถร (ชุ่ม) วัดราชสิทธาราม (วัดพลับ)
สมเด็จพระพุฒาจารย์ (นวม) วัดอนงคาราม
หลวงปู่ไข่ วัดเชิงเลน
หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า
หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ ฯลฯ

(จากบันทึกประวัติที่ พระราชธรรมภาณี รองเจ้าอาวาสวัดระฆัง เมื่อปี ๒๕๑๓ ซึ่งสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ญาณฉันทมหาเถร (เจริญ อิศรางกูร ณ อยุธยา) เป็นพระอุปัชฌาย์ของท่าน) บันทึกไว้ ที่หลงเหลืออยู่มีดังต่อไปนี้

พิธีกรรม
เนื่องด้วยการสร้างพระเนื้อทองเหลืองนี้ เริ่มด้วยการส่งแผ่นทองเหลืองไปถวายพระอาจารย์ต่าง ๆ ในพระนครฯ ธนบุรี และต่างจังหวัด มากท่านด้วยกันได้ทำการลงเลขยันต์แล้วส่งคืนกลับมา เมื่อรวมแผ่นทองเหลืองที่ลงเลขยันต์เสร็จแล้ว จึงเริ่มพิธีโดยอาราธนาพระเถรานุเถระ ผู้ทรงวิทยาคุณมาทำการปลุกเสกทองเหลืองที่จะหลอมเทเป็นองค์พระตามแบบพิมพ์ที่กำหนดไว้ สถานที่ทำพิธีในพระอุโบสถนั้น พิธีกรรมนั้นใหญ่โตแข็งแรงมาก

เมื่อเททองเป็นองค์พระแล้ว จึงเลื่อยออกเป็นกิ่ง ๆ จากแกนชนวน และเลื่อยตัดออกเป็นแท่งๆ ลักษณะของแท่งพระเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ความกว้างประมาณเกือบ ๓ เซนติเมตรครึ่ง ความยาวประมาณเกือบ ๕ เซนติเมตรครึ่ง ความหนาประมาณครึ่งเซนติเมตร หลังจากเลื่อยตัดจากช่อแล้ว พระแต่ละองค์จะติดกันเป็นแพ ต้องใช้เลื่อยเฉือนบากออกตรงรอยต่อระหว่างองค์ และใช้ฆ้อนเคาะกระแทกให้องค์พระแต่ละองค์แยกออกจากกัน อันเป็นที่มาของชื่อ ระฆังหลังฆ้อน โดยบางองค์อาจจะมีรอยฆ้อนกระแทกยุบลงไปบ้าง บางองค์ก็ไม่มี จะมีก็แต่เพียงรอยตะไบแต่งเท่านั้น

ลักษณะพิมพ์พระ
เป็นรูปองค์พระปฏิมา ประทับนั่งปางสมาธิ บนอาสนะบัว ๒ ชั้น อยู่ภายในซุ้มครอบแก้ว พื้นภายในเส้นครอบแก้ว ด้านหลังองค์พระเป็นปรกโพธิ์เหมือนกันหมด ลักษณะเป็นเม็ดกลม รายรอบเหนือพระเศียร เหมือนพิมพ์ปรกโพธิ์ ด้านหลัง เป็นแบบเรียบ ตอนสร้างสมัยนั้น แบ่งออกเป็น ๒ อย่าง อย่างหนึ่งไม่ได้ขัดแต่งให้เช่าองค์ละ ๑ บาท อีกอย่างหนึ่งเป็นพระขัดแต่งให้เช่าองค์ละ ๒ บาท วิธีขัดท่านจ้างโยมปั้นผู้ชำนาญในการพระ ซึ่งแกอยู่ที่หอไตรฯในสระ เอาตะไบลงตะไบที่มุมทั้งสองตอนบน และข้างทั้งสอง ทำให้มีรูปลักษณะมนๆ แล้วเอากระดาษทรายลงขัดอีกจนทั่วทั้งด้านหน้าและหลัง แล้วจึงเอารากลำพูลงขัดเป็นครั้งสุดท้าย เสร็จแล้วดูงามมาก ทั้งนี้สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ฯ ท่านรวบรวมเงินเอาไปปฏิสังขรณ์ศาลาการเปรียญและพระอุโบสถ ที่แจกให้แก่ผู้ที่ควรแจกก็มีมาก

เมื่อพระรุ่นที่ ๑ หมด จึงทำเป็นรุ่นที่ ๒ ตอนนี้ผู้เขียน (พระราชธรรมภาณี รองเจ้าอาวาสวัดระฆัง เมื่อปี ๒๕๑๓ ) บวชเณรแล้ว การทำพระรุ่นที่ ๒ นี้ ทำพิธีเพียงเล็กน้อยไม่ได้ทำในบริเวณพระอุโบสถ โดยเอามาเททองที่ริมเขื่อนหน้าคณะ ๓นิมนต์พระสวดมนต์และชยันโตที่หอกลางคณะ ๑ การใช้ทองเหลืองหลอมเพื่อเทพระ ก็เอาทองเหลืองกับชนวนที่เข้าพิธีแล้ว เมื่อทำครั้งที่ ๑ ยังเหลือเก็บไว้มารวมกันเทพระรุ่นที่ ๒ โดยปกติแล้วสมเด็จอุปัชฌาย์ของข้าพเจ้า ท่านไม่โปรดเลยที่จะสร้างพระเครื่องเพิ่มเติมโดยส่วนประกอบนั้น ๆ ไม่ได้ทำพิธีปลุกเสก ท่านทำขึ้นครั้งที่ ๒ ท่านก็ว่าทองเหลืองทั้งหมด ตลอดจนชนวนพระทั้งหมด ได้ปลุกเสกบริกรรมจากพระอาจารย์ผู้ทรงวิทยาคุณมาแล้วตั้งแต่ครั้งที่ ๑ พระสมเด็จทองเหลืองนี้มีน้อยไม่แพร่หลาย และเป็นที่เล่าลือกันว่ามีประสิทธิคุณไม่น้อยเหมือนกัน เล่ากันว่า ผู้มีพระติดตัวลงไปในนาในหนองที่มีปลิงชุกชุม ปลิงไม่เกาะ

พระสมเด็จทองเหลืองเวลานี้หายากมาก แม้ผู้เขียนเอง ซึ่งขลุกอยู่กับพระอย่างใกล้ชิดยังไม่มีเลย จนถึงเมื่อบวชพระแล้วขึ้นไปทำวัตร ในฐานะท่านเป็นอุปัชฌาย์ จึงได้เรียนขอพระแก่ท่าน ท่านกลับถามว่าแกยังไม่ได้อีกหรือ ? เรียนตอบท่านว่ายังไม่ได้ ท่านพูดว่าเห็นแกวุ่นวายอยู่กับพระทำไมจึงไม่ได้ เรียนบอกท่านว่าไม่ได้ยักเอาไว้ ท่านร้องว่าอือ แล้วก็หัวเราะหันไปหยิบพระในกล่องกระดาษออกมาให้ ๔ องค์ ข้าพเจ้าเก็บไว้นาน จึงตรวจดู พระหายหมด

เมื่อท่านมรณภาพแล้ว ท่านพระครูสังฆวิจารณ์ (ม.ล. เทพ อิศรางกูร) พระครูฐานานุกรมในองค์ท่าน เอาพระสมเด็จทองเหลืองที่ยังมีเหลืออยู่ ออกแจกแก่พวกชาววังหลวงที่เขามาช่วยจัดดอกไม้ประดับแท่นรองโกฐศพ ก็ขอได้ไว้อีก ๒-๓ องค์ ก็หายหมดอีก ไม่มีเหลืออยู่เลย เวลานี้อยากได้เหลือเกินเพราะเป็นพระของพระอุปัชฌาย์ของตัว แม้เห็นที่เขามีกันก็ไม่กล้าขอเขา ถึงขอเขาก็ไม่ให้
มีผู้ทำเทียมบ้าง เอามาให้ดูอ้างว่าเป็นพระของพระสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ พิจารณาดูลักษณะและเนื้อทองแล้ว เห็นผิดกันไกลมากไม่เกิดศรัทธาปสาท ฉะนั้นท่านผู้มีของเก่าเป็นสมบัติของตนจงรักษาไว้ให้ดีเถิด...

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย.....จากข้อสันนิษฐานของผู้เขียนหนังสือบอกว่าน่าจะสร้างในช่วงปลายปี ๒๔๕๓-๒๔๕๔ เพราะช่วงนี้ เป็นช่วงที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เสด็จสวรรคต เมื่อ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๕๓ ทำให้มีพระเกจิอาจารย์ทั้งหลายจากทั่วประเทศ ได้รับการนิมนต์มาในพระราชพิธีเป็นจำนวนมากครับ

ยังมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเพิ่มเติมอีกครับ ว่าการสร้างพระหล่อขนาดเล็กนี้เป็นที่นิยมในสมัยนั้น แม้แต่หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า ซึ่งในยุคแรกๆ นิยมสร้างตะกรุดและพระปิดตา ในยุคแรกๆของท่าน ท่านยังมาสร้างพระหล่อด้วยโลหะขนาดเล็กขนาดใกล้เคียงกันนี้ จนเป็นที่นิยมกันมาจนถึงทุกวันนี้เลยครับ และแบบพระในยุคแรกๆ จะนิยมสร้างเป็นเส้นๆและจุดกลมๆ เพราะง่ายต่อการแกะพิมพ์ จนต่อมา เมื่อฝีมือช่างเก่งขึ้นจึงเพิ่มรายละเดียดต่างๆมากขึ้นครับ นอกจากนี้ หลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดัน ท่านยังนำแบบพระลักษณะเดียวกับพระสมเด็จระฆังหลังฆ้อนนี้ ไปสร้างเป็นพระเนื้อดินตามแบบฉบับของท่านเลย


ขอขอบพระคุณข้อมูลจาก
1.ร้านกร หลักสี่ โดยคุณ ฐกร บึงสว่าง
2.https://www.web-pra.com/auction/show/8153920



หมวดหมู่ เหรียญหล่อ / ปั้ม
ร้านพระ

พระเครื่องสวนจตุจักร

เบอร์โทรศัพท์ 0818740491 Line ID:ts872868
เมื่อวันที่ 2019-08-07
ยอดเข้าชม 103 ครั้ง
สถานะ พระโชว์
Scroll